วันพฤหัสบดี, 22 ตุลาคม 2563

‘เกษตรกร’ ถือฤกษ์หว่านข้าวในนา

ถือฤกษ์หว่านข้าวในนา ‘เกษตรกร’ เชื่อผลผลิตงอกงาม ใน ‘วันพืชมงคล’ (ชมภาพ)

ชาวนาที่นครสวรรค์ถือฤกษ์ดีวันพืชมงคล เริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงนา ตามที่บรรพบุรุษได้ทำมา แม้ยังประสบปัญหาภัยแล้ง แต่เชื่อว่าจะมีฝนตกลงมาในช่วงนี้

ข้าวที่หว่านเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตดี ช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครสวรรค์ ชาวนาเจดีย์ขาว ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง

ได้ถือฤกษ์ดี วันพืชมงคล เริ่มลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถึงแม้ขณะนี้ จะยังประสบปัญหาภัยแล้งครอบคลุมทั้งจังหวัดก็ตาม

เนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนทิ้งช่วง ต้องสูบน้ำบาดาลเข้านา ชาวนาเจดีย์ขาว บอกว่า “ปีนี้ได้ถือเอาฤกษ์วันพืชมงคล ลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะเชื่อว่าเป็นวันดีเป็นสิริมงคล”

“ถึงแม้ปีนี้จะประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ก็เชื่อว่าจะมีฝนตกลงมาในช่วงนี้ ให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปได้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมล็ดข้าวที่หว่านไว้เจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์”

“และได้ผลผลิตดีอย่างแน่นอน” พระราชพิธี “พืชมงคล” อันเป็นพิธีสงฆ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีสนามหลวง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้ง กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น

ครั้งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน เหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย และจะทรงจำศีลเงียบ ๓ วัน แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ให้ “เจ้าพระยาจันทกุมาร” เป็นผู้แทนพระองค์

โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑

แต่ผู้ทำการแรกนาเปลี่ยนเป็น “เจ้าพระยาพลเทพ” คู่กันกับการยืนชิงช้า แต่พอถึงรัชกาลที่ ๓ ให้ถือว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้นเป็นผู้แรกนา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีพืชมงคล จึงได้เริ่มมีขึ้น แต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

และมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้น “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า “การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดินเป็นธรรมเนียมนิยม”

“มีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ลงทรงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสี เลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้”

“ที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ ก็มีอยู่เสมอเป็นนิตย์ ไม่มีเวลาว่างเว้น ด้วยการซึ่งผู้นั้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา”

“เพราะเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์ แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง”

“เหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตนตามปกติ คือ น้ำฝนน้ำท่ามากไปน้อยไป ด้วงเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ ไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ และมีความปรารถนาที่จะให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลัง”

“จึงต้องหาทางที่จะแก้ไขและหาทางที่จะอุดหนุนและที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้า จะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจโดยอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษ”

“นับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง ให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สิ้นสุด”

สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 สำนักข่าวทัตสโตร์ออนไลน์
TRUSTSTORE ONLINE BY OKINFINITY LIMITED PARTNERSHIP (THAILAND)